ใช้โทนเนอร์ให้เป็น ผิวสุขภาพดีอยู่แค่เอื้อม 

ใช้โทนเนอร์ให้เป็น ผิวสุขภาพดีอยู่แค่เอื้อม

เพราะผิวสุขภาพดีเป็นที่ปรารถนาของสาวๆ ดังนั้นแต่ละคนจึงสรรหาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในการบำรุงผิว แต่จริงๆ แล้วผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดนั้นมีหลายชนิดมา และเชื่อว่าหลายคนคงยังทำไม่ถูกขั้นตอนในการปรนนิบัติผิวแน่ๆ เพราะหลายคนเพียงแค่ล้างหน้าและทาครีมเลย จึงจริงๆ แล้ว การปรนนิบัติผิวประจำวันมีขั้นตอนมากกว่านั้น นั่นคือการลงโทนเนอร์ก่อนทาครีมบำรุงผิวนั่นเอง อย่าคิดว่าไม่สำคัญนะ หลายคนทาครีมบำรุงผิวมาทั้งชีวิตแต่ผิวก็ไม่ดีขึ้นสักที นั่นเพราะไม่เคยใช้โทนเนอร์ยังไงล่ะ ดังนั้นลองหันมาให้ความสนใจกับโทนเนอร์กันเถอะ สำหรับสาวๆ ที่ยังไม่เคยใช้โทนเนอร์ล่ะก็ วันนี้มีเคล็ดลับดีๆ มาฝากกันด้วยล่ะ รับรองว่าเป็นประโยชน์ต่อผิวหน้าสุดๆ

โทนเนอร์นั้นจะอยู่ในรูปแบบของน้ำหรือโลชั่นบางๆ

วิธีใช้คือหยดลงสำลีและเช็ดผิวหน้าหลังจากที่ล้างหน้าแล้ว โดยโทนเนอร์นั้นจะเข้าไปปรับสภาพผิวให้พร้อมสำหรับการบำรุงขั้นต่อไป ฉะนั้นการเลือกโทนเนอร์จึงมีความสำคัญมาก ควรมีวิตามินและสารประกอบต่างๆ ที่เป็นอาหารผิว เช่นช่วยลดเรื่องความมัน เน้นความกระชับรูขุมขน และเพิ่มความชุ่มชื่น และอย่าเลือกประเภทที่ผสมแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้ผิวแห้งได้ และอาจจะเกิดการระคายเคืองได้สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย ดังนั้นโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมที่ดีต่อผิวมักจะมีราคาแพงสักหน่อย

เมื่อรู้จักโทนเนอร์แล้ว มาดูวิธีใช้อย่างถูกต้องกันเถอะ

โดยหลังจากทำความสะอาดผิวด้วยการล้างหน้าแล้ว ให้ซับหน้าเบาๆ พอหมาดๆ ด้วยกระดาษทิชชู่เพื่อความอ่อนนุ่ม จากนั้นนำสำลีแบบแผ่นสำหรับเครื่องสำอาง หรือถ้าไม่มีใช้สำลีแผ่นธรรมดาก็ได้ แต่ถ้าเป็นสำลีเฉพาะจะดีกว่า หยดโทนเนอร์ลงไปสักสองสามหยดพอเปียก จากนั้นนำมาเช็ดให้ทั่วใบหน้า วิธีเช็ดให้เช็ดปาดขึ้นสวนทางรูขุมขนเพื่อให้โทนเนอร์ซึมซาบเข้าสู่ผิว โดยเช็ดให้ทั่วทั้งใบหน้าและลำคอ การใช้โทนเนอร์เป็นประจำจะยิ่งทำให้ผิวมีสุขภาพดี เมื่อผิวดีพอทาครีมบำรุงอะไร ก็ได้ผลตามสรรพคุณ อีกทั้งโทนเนอร์ยังช่วยสมานผิว รักษาสิวได้ด้วย เพราะเมื่อรูขุมขนไม่อุดตัน สิวก็ไม่เกิด โทนเนอร์มีส่วนช่วยในการลดความมันบนใบหน้าระหว่างวันด้วย ซึ่งปัจจุบันนั้นมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวประเภทเซต ที่มีโฟมล้างหน้า โทนเนอร์ และครีมบำรุงอยู่ในเซตเดียวกัน โดยจะรวมสรรพคุณเริสๆ เอาไว้ อย่างเช่นช่วยในเรื่องของความขาว ความใส หน้าเด้ง เป็นต้น
ขอบคุณข้อมูลอ้างอิ่งในการเขียนบทความจากเว็บ women.kapook.com

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *